จอร์เจีย => Tbilisi (ทบิลิซิ) ไป Kakheti (คัคเฮติ) ผ่านชายแดนเข้าประเทศอัซเซอร์ไบจาน

หลังจากปั่นออกมาจากทบิลิซิได้ไม่เท่าไหร่ ฝนก็ทำท่าจะตก เราปั่นมาหยุดที่ปั้มแห่งหนึ่ง จอดได้สักพักฝนก็เทลงมาทั้งสองครั้ง ตกหนักจนรู้สึกเย็น ๆ ต้องเอาเสื้อออกมาใส่ ตกค่อนข้างนานเหมือนกัน นั่งรอนอนรอเลย ก็มีคนเข้ามาคุยด้วย เขาพอจะเข้าใจภาษารัสเซียเวชได้บางคำ โจคิมจะรู้มากกว่าเพราะเขาเคยไปเรียนเพิ่มเติมมา พอคุยกันรู้เรื่องเมื่อใช้ภาษามือผสมเข้าไปด้วย

รถวิ่งผ่านน้ำกระจายจากฝนตก

รถวิ่งผ่านน้ำกระจายจากฝนตก

พอฝนหยุดเราปั่นออกไป แต่เผอิญเห็นป้ายโรงแรม เข่าเริ่มเจ็บอีกแล้วเลยเดินเข้าไปถามราคา เขาบอก 50 ลารี่ เราลองต่อเหลือ 40 เขาก็โอเค ต้องลองต่อหน่อยเพราะเงินลารี่เหลือน้อยเต็มที ขนกระเป๋ากันขึ้นไป ดูเผิน ๆ ห้องก็ดูดี แต่พอจะอาบน้ำ น้ำไหลช้าและใช้เวลานานกว่าจะร้อน แต่น้ำในก๊อกที่อ่างล้างหน้าแทบจะไม่ไหล ยังไม่พอ ผ้าปูเตียงก็เหมือนกับว่าไม่ได้เปลี่ยนผ้าใหม่ให้เรา กลิ่นมันฟ้อง เราเลยต้องเอาถุงนอนของเราออกมาใช้ รู้สึกไม่คุ้มกับเงิน 40 ลารี่ที่จ่ายไปเลย เฮ่อ…คราวหน้าคงต้องขอดูห้องก่อน

โจคิมทำอาหารในห้องเพื่อประหยัดค่าอาหารและไม่ต้องแบกต่ออีกด้วย

โจคิมทำอาหารในห้องเพื่อประหยัดค่าอาหารและไม่ต้องแบกต่ออีกด้วย

เช้าวันต่อมาเราปั่นกันมาเรื่อย ๆ ตามทางหลวง โจคิมเอาของหนัก ๆ จากกระเป๋าเวชไปไว้ที่เขา ทำให้เวชแบกสัมภาระเบาขึ้น ช่วยได้เยอะทีเดียว เราพยายามหยุดทุก 10 กม.หรือเท่าที่เวชรู้สึกอยากพัก เพื่อยืดกล้ามเนื้อ เพราะคิดว่านั่นอาจจะเป็นการช่วยให้ไม่เจ็บเข่า ที่ข้างทางขณะที่เราจอดเพื่อยืดกล้ามเนื้อ โจคิมสังเกตุเห็นว่าเบาะเวชดูเบี้ยว ๆ ของเวชเป็นเบาะหนังยี่ห้อ Gilles-Berthoud ของฝรั่งเศส ซึ่งมีน๊อตรอบด้านและเวชเห็นว่ามีน๊อตตัวหนึ่งมันกำลังจะหลุด ก็เลยไขให้แน่นขึ้น และก็เห็นอีกว่ารางของเบาะมันหลุดออกจากรูที่ใส่ ซึ่งทำให้เบาะเบี้ยว เราเลยแกะออกมาและใส่กลับเข้าไป และพอขึ้นไปปั่นอีกที ไม่รู้สึกอีกเลยว่าเคยเจ็บเข่า มันหายเป็นปลิดทิ้งเลย เรามัวแต่ไปแก้แค่ที่ต้นอาการ แต่ไม่ได้ดูว่าจักรยานมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร วันนั้นเราเลยปั่นได้ไกลกว่าที่ตั้งใจไว้ แต่ปั่นสบาย ๆ แค่ช่วงแรก หลัง ๆ ก็เริ่มหนืด ๆ อาจจะเป็นเพราะการปรับเบาะช่วยให้มันดีขึ้น อาการก็ยังมีอยู่แต่ดีขึ้นเรื่อย ๆ

ภาพด้านล่างของอานตรงที่รางหลุดจากรุที่ใส่ ทำให้เบาะเบี้ยว

ภาพด้านล่างของอานตรงที่รางหลุดจากรุที่ใส่ ทำให้เบาะเบี้ยว

เราปั่นไปตามทางหลวง ซึ่งรถเยอะแต่ก็พอจะปั่นกันไปโดยที่ไม่ต้องเครียดมากนักกับจราจร แล้วจู่ ๆ ก็เห็นนักปั่นมาปั่นอยู่ข้างหลังเรา อ้าว..เป็นคนเดียวกันกับที่โจคิมเคยคุยด้วยทีี่โฮสต์เทลที่ทบิลิซิ เขาชื่อ ”ยูฮันเนส” เป็นคนเยอรมัน คนนี้ก็ลาออกจากงานเพื่อปั่นท่องโลก เราร่วมทางกันช่วงบ่าย พอใกล้ ๆ ค่ำเราก็เริ่มมองหาซื้อเสบียง ต่างคนต่างมีเงินเหลือไม่มาก แต่…;-) โชคดีของเราเพราะจากที่เคยนับแล้วนับอีกคิดว่ามีเหลือแค่ 16 ลารี่ แต่กลายเป็น 26 แทน ดีใจเลยเลี้ยงเบียร์เขาเสียเลย แล้วก็เร่ิมมองหาที่พักจุดกางเต้นท์ ปั่นอยู่นานเหมือนกันกว่าจะหาได้ที่เหมาะ ๆ

ได้เวลากางเต้นท์ เลยเลี้ยวลงเข้าข้างทางเสียเลย เย็นแล้วคงไม่มีใครเดินหรือขับรถผ่านไม่เหมือนตอนเช้าที่เราต้องยกไม้ยกมือทักทายตลอด ทั้งรถทั้งคนเลี้ยงวัว สนุกดี

ได้เวลากางเต้นท์ เลยเลี้ยวลงเข้าข้างทางเสียเลย เย็นแล้วคงไม่มีใครเดินหรือขับรถผ่านไม่เหมือนตอนเช้าที่เราต้องยกไม้ยกมือทักทายตลอด ทั้งรถทั้งคนเลี้ยงวัว สนุกดี

ก่อนที่จะเช๊คอินเข้าโรงแรมที่น้ำไม่ไหล ผ้าปูไม่เปลี่ยนให้ เราปั่นมาเจอคุณลุงปั่นจักรยานเก็บขวดขาย แกพูดภาษาเยอรมันได้เลยคุยกันกับโจคิม พอวันนี้ที่เราออกจากจุดกางเต้นท์กับยูฮันเนส ก็มาเจอคุณลุงคนเดิมอีก แต่วันนี้ดูจักรยานแกจะมีขวดพลาสติคเพิ่มมากขึ้น เราเลยให้ยูฮันเนสคุยแทน ได้รู้ว่าแกพูดได้หลายภาษา น่าจะเป็นคนที่เลือกที่จะอยู่อย่างพอเพียง คุยกันได้สักพักแกชวนให้ปั่นไปด้วยกัน ไปที่ต้นเชอร์รี่ซึ่งน่าจะเป็นแหล่งเสบียง จัดการจอดรถจักรยานข้ามถนนอย่างคล่องแคล่ว เรายังไม่ทันหาที่จอดแกอยู่บนต้นไม้แล้วอ่ะ ส่วนโจคิมกับยูฮันเนสปีนขึ้นไปแค่ขอบซีเมนต์ แค่นั้นก็กินกันจนอิ่มแล้ว คุณลุงยังปีนต่อขึ้นไปแถมโยนลงมาให้เป็นก้าน ๆ ก้านหนึ่ง ๆ มีเชอร์รี่มากมาย อร่อยหวาน

เห็นคุณลุงบนต้นไม้ด้านหลังโจคิมกันมั้ย เราลาคุณลุงไปแล้ว แกแค่โบกมือแล้วก็หันไปเก็บเชอร์รี่ของแกต่อไป ชีวิตพอเพียงจริง ๆ มีแค่ไหนก็กินแค่นั้น

เห็นคุณลุงบนต้นไม้ด้านหลังโจคิมกันมั้ย เราลาคุณลุงไปแล้ว แกแค่โบกมือแล้วก็หันไปเก็บเชอร์รี่ของแกต่อไป ชีวิตพอเพียงจริง ๆ มีแค่ไหนก็กินแค่นั้น

นี่คือภาพวันแรกที่เราได้เจอกับคุณลุง

นี่คือภาพวันแรกที่เราได้เจอกับคุณลุง

คันเดียวกัน แต่ภาพนี้คืออีกวันรุ่งขึ้น ขยันเก็บไปเรื่อย ๆ คนขยันไม่เคยอดอยาก

คันเดียวกัน แต่ภาพนี้คืออีกวันรุ่งขึ้น ขยันเก็บไปเรื่อย ๆ คนขยันไม่เคยอดอยาก

เทือกเขาคอเคซัส วิวระหว่างทางสวยมาก ไม่เสียดายที่หลงเข้าทางเขา ;-)

เทือกเขาคอเคซัส วิวระหว่างทางสวยมาก ไม่เสียดายที่หลงเข้าทางเขา 😉

เช้าวันรุ่งขึ้นเราต้องให้ยูฮันเนสปั่นไปก่อน เพราะโจคิมยางแบนอีกแล้ว ครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้แล้ว เลิกนับเพราะเราชนะขาดลอย ชนะยังงัยถ้าเดี๋ยวยางเวชแบนก็ต้องให้โจคิมซ่อมให้ ทำเองก็ได้นะแต่ช้า 😉 ช่วงเช้าทางลาดลงเลยพยายามปั่นกันเยอะหน่อย ช่วงนี้เองที่เราปั่นโดยที่ไม่มีแผนที่ ดูจากป้ายบอกทางเอา แล้วก็เลยหลงเข้าไปทางเขาและเนินเล็กเนินชันมากมาย ทำให้นึกถึงตอนที่ปั่นเรียบทะเลดำที่ตุรกี คือขึ้นลงทั้งวัน ดีนะที่เข่าดีขึ้นแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่ถึงแน่ แต่ก็มีบางช่วงเวลายืนปั่นหรือผิดท่าไปหน่อยก็จะเจ็บจี๊ด พยายามผ่อนก็หายไป เฮ่อ…แปลกเนอะถ้าปั่นแบบผ่อนคลายจะไม่รู้สึกเจ็บหรือบางทีไม่รู้สึกเหนื่อย

จริง ๆ แล้วเราควรจะเลี้ยวซ้ายไปเมือง Seki ความที่เรามุ่งหน้าไปบาคุ เลยตรงไป หุหุ .. เลยปั่นไกลเกินตั้ง 15 กม.แรงเยอะเกินเหตุ ;-)

จริง ๆ แล้วเราควรจะเลี้ยวซ้ายไปเมือง Seki ความที่เรามุ่งหน้าไปบาคุ เลยตรงไป หุหุ .. เลยปั่นไกลเกินตั้ง 15 กม.แรงเยอะเกินเหตุ 😉

อย่างว่าทางเขาไม่ใช่ทางเราก็ตามเขาไป ขึ้นลงทั้งวัน อากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เราเลยคุยกันว่าจะพยายามออกกันเช้าขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงอากาศร้อนช่วงบ่าย ทางนี้ดีหน่อยตรงที่ยังมีต้นไม้มีร่มเงาให้พักได้ เราได้ยินจากเพื่อนชาวอังกฤษสองคนที่ปั่นล่วงหน้ามาก่อน เขาใช้เส้นทางทางตอนใต้ ซึ่งน่าเบื่อร้อนมันดูเหมือนทะเลทรายนิด ๆ แต่เขาต้องการไปให้ถึงเมืองหลวงของอัซเซอร์ไบจานเลยใช้เส้นนี้เพราะเรียบและตรงกว่าเส้นทางด้านเหนือ

ร่มเงาจากต้นไม้หรือแค่เห็นเขียว ๆ ก็รู้สึกร่มรื่นในใจแล้ว

ร่มเงาจากต้นไม้หรือแค่เห็นเขียว ๆ ก็รู้สึกร่มรื่นในใจแล้ว

ความที่ร้อนและอยากทำเวลาให้ได้ระยะทางเรา เลยได้แต่เก็บภาพในความทรงจำ พอมาถึงเมืองที่ติดชายแดนระหว่างจอร์เจียและอัซเซอร์ไบจาน เราจัดการเข้าไปซื้ออาหารแห้งด้วยเศษเงินที่เหลือ หนุ่มน้อยในร้านเขาเข้าใจภาษามือและความหมายจากประโยคสั้น ๆ ที่เราสื่อไป เขาก็พยายามหาของเท่าที่เงินเรามี น่ารักมาก ได้ของและแพ๊คเข้ากระเป๋าเรียบร้อยแล้วเราปั่นไปที่ชายแดนให้เขาตรวจหนังสือเดินทาง โจคิมยื่นให้เขาดูก่อน เจ้าหน้าที่จ้องอยู่นานแล้วหันมาถามว่ามีหนังสือเดินทางอีกเล่มหรือเปล่า ที่จริงมีแต่ไม่บอก เขาบอกว่าโจคิมไม่มีตราประทับขาเข้าจอร์เจีย เฮ้ย..เป็นไปได้ยังงัย สรุปว่ากงศุลอัซเซอร์ไบจานที่จอร์เจียปิดวีซ่าทับตราประทับขาเข้าประเทศจอร์เจีย เจ้าหน้าที่เลยมองไม่เห็น แต่เขาบอกว่าเราว่า “โอเค นี่ไม่ใช่ปัญหาของเรา” เช๊ค ๆ ๆ รอได้สักพักใหญ่ ๆ แล้วก็ผ่านออกมาได้ พอมาถึงฝั่งอัซเซอร์ไบจาน เรารู้สึกไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้กลับเข้าประเทศอิสลามอีกครั้งหนึ่ง แต่ที่นี่ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนที่ตุรกีเลย

ประเทศที่ 9 อัซเซอร์ไบจาน

ประเทศที่ 9 อัซเซอร์ไบจาน

เวลาแตกต่างอีกหนึ่งชั่วโมง ทำให้เรามีเวลาปั่นอีกหน่อยก่อนที่ฟ้าจะมืด แต่ตาก็มอง ๆ หาที่พักไปเรื่อย เห็นอยู่หลายที่ แต่ความที่ยังไม่ถึงเวลาจึงปั่นต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งขวดน้ำที่เสียบไว้ท้ายรถมันหล่น พอเราลงไปเก็บก็เห็นถนนเล็ก ๆ เข้าไปในทุ่งหญ้า เลยเดินเข้าไปสำรวจกัน ดูแล้วน่าจะโอเคเพราะมีต้นไม้ล้อมรอบคนที่เดินผ่านไปมาจะมองไม่เห็น สุดยอด ตรงนี้แหละที่พักเราคืนนี้ จัดการชำระร่างกายด้วยน้ำที่เตรียมมา เพราะแมลงและยุงเยอะมากกัดเจ็บด้วย เรารีบเตรียมอาหาร สปาเก็ตตี้เช่นเคย เพราะง่ายที่สุด พอใกล้ค่ำถึงจะตั้งเต้นท์ขึ้น ก่อนนอนได้ยินเสียงหมาหอนด้วย ไม่รู้ว่าเป็นหมาจิ้งจอกหรือเปล่าเพราะตามทางเห็นนอนแบน ๆ มา 3-4 ตัว คืนนี้ฟ้าใสได้นอนดูดาวเต็มท้องฟ้าเลย

ที่กางเต้นท์ที่แรกในประเทศอัซเซอร์ไบจาน เสียดายแมลงเยอะไปหน่อย

ที่กางเต้นท์ที่แรกในประเทศอัซเซอร์ไบจาน เสียดายแมลงเยอะไปหน่อย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *