Turkey III

ตุรกี => จาก Zonguldak (ซอนกูลดัค) ไป Gökcebey (เกิ้กเจเบ)

เวลาที่ต้องลาจากเพื่อนที่เราเริ่มคุ้นเคยและสนิทสนมกันแล้วนี่รู้สึกหดหู่จัง สี่คืนที่ค้างบ้านอืซเลมและวอลคั่น เรามีเรื่องต่าง ๆ มากมายให้คุยกันได้ไม่ซ้ำแต่ละวัน จนล่าสุดเราลองเช๊คราคาตั๋วเครื่องบินดู บินกลับมาเที่ยวตุรกี และตั๋วสำหรับอืซเลมมาเที่ยวสวีเดน หวังว่าสักวันหนึ่งจะได้มีโอกาสต้อนรับพวกเขาบ้าง

ส่วนใหญ่วอลคั่นออกไปทำงานแต่เช้า เราเลยอยากจะกินอาหารเช้ากับเขาก่อน แต่กว่าเราจะกินกันเสร็จ เวลาก็ผ่านไปเป็นสิบโมง สักพักหนึ่งพ่อแม่ของวอลคั่น น้องสะใภ้และลูกก็เข้ามานั่งคุยด้วย เวชได้ผ้าพันคอจากแม่ของวอลคั่น สวยมากเลย ตอนแรกคิดว่าคงไม่ได้ใช้แน่ เพราะท่าทางอากาศน่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ตอนกลางคืนยังคงเย็น ๆ ถึงหนาวได้ เมื่อคืนเลยฉลองใช้ก่อนที่จะถูกส่งกลับสวีเดน 😉

เราเริ่มทยอยเอากระเป๋าลง วอลคั่นบอกว่าจะนำทางเราออกนอกเมือง แต่เราต้องแวะไปถ่ายรูปหน้าร้านของเขาก่อน เขามีกิจการขายโคมไฟ อุปกรณ์เกี่ยวกับไฟฟ้า และติดตั้งด้วย กว่าเราจะออกจากบ้านของเขาก็เป็นเวลาบ่ายสองโมง เราปั่นตามรถของวอลคั่น ซึ่งคิดว่าเขาคงไม่เคยขับรถช้าขนาดนี้มาก่อน (นักซิ่งคนหนึ่งเลยแหละ) จากบ้านลงมาตัวเมือง ไหลลงอย่างเดียว แถมยังต้องเบรค เพราะมันชันมาก รถก็เยอะ แต่เราก็มาถึงที่ร้านและถ่ายรูปกับพ่อวอลคั่น

ถ่ายรูปกับพ่อของวอลคั่นที่หน้าร้านของเขา

ถ่ายรูปกับพ่อของวอลคั่นที่หน้าร้านของเขา

หลังจากนั้นวอลคั่นขับนำเราช้า ๆ ออกนอกเมืองโดยมีแม่ของเขาและอืซเลมนั่งไปด้วย กำลังร่ำลากัน รถของน้องชายวอลคั่นก็เลี้ยวเข้ามาจอดข้าง ๆ เขาเตรียมน้ำมาด้วย นึกว่าจะมาเล่นสงกรานต์ 😉 อืซเลมว่าไม่ได้เอารดเราแต่เอามารดน้ำที่ถนน เป็นการอวยพรให้เรา ให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ วอลคั่นดูรักโจคิมมากเลย เขาคงคุยกันถูกคอเหมือนที่เวชคุยกับอืซเลมได้สนิทใจ เราต้องหาโอกาสกลับมาเยี่ยมพวกเขาอีก

ออกเดินทางเสียที ปั่นออกจากซอนกูลดัคมาได้ประมาณ 6-7 กม.ก็มีรถคันหนึ่งมีจักรยานแขวนอยู่ท้ายรถมาหยุดจอดข้างหน้าเรา แล้วผู้ชายสองคนก็ออกมาคุยกับเรา คนหนึ่งชื่ออูมิท และอีกคนชื่อรามาซาน เขาชอบปั่นทัวร์ริ่งเหมือนเราและยังเป็นสมาชิก Warmshowers อีกด้วย พวกเขาอยู่เมืองที่อยู่เลียบทะเลดำ ที่จริงเราเคยวางแผนว่าจะปั่นไปทางนั้น แต่จากประสบการณ์ที่ปั่นเลียบ ๆ ทะเลดำมานั้นมันไม่เรียบไม่ราบเลย ขึ้นลงขึ้นลงทั้งวัน แบบว่าขึ้นถึงจุดสูงสุดปุ๊บก็ลงทันที ลงถึงสุดปุ๊บก็ขึ้นทันที เฮ้อ..ไปไม่ถึงไหนเลย แต่ละวันปั่นได้ 50-60 กม.เท่านั้นเอง เลยเปลี่ยนเส้นทางปั่นเป็นเส้นเกือบจะขนานกับทะเลดำ

เรามาถึงจุดจุดหนึ่งที่ต้องเลือกว่าจะไปเมืองที่พวกเขาอยู่หรือจะไปตามแผนที่เราเปลี่ยนแปลง สรุป เราเลือกป่ันตามเส้นทางที่เราวางไว้ และเพราะว่าเวลาไม่อำนวยด้วย ในขณะที่เราเลือกที่จะไม่ปั่นขึ้นลงเขา เราก็ต้องปั่นเข้าอุโมงค์ เส้นทางวันนี้มีอุโมงค์อยู่แค่ 2 ที่ พอออกจากที่ที่ 2 ก็เป็นทางลาดลง เรายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะกางเต้นท์หรือนอนโรงแรมดี แต่คิดว่าแวะปั้มก่อน ล้างหน้าล้างแขนก่อนก็ยังดี ปั้มนี้เล็ก ๆ เวชเริ่มหิวเลยงัดเอาผลไม้อบแห้งขึ้นมากิน เหมือนเราได้เรียนรู้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จากคนตุรกี เลยเดินไปชวนเขากินด้วย เขาก็ขอบคุณและหยิบไปคนละหนึ่งชิ้นอย่างเกรงใจ รอโจคิมเข้าห้องน้ำด้วยเลยชวนเขาคุยไปเรื่อยเปื่อย รู้มั่งไม่รู้มั่งสนุกดี ได้คำศัพท์เพิ่มไปเรื่อย ๆ

เสร็จกิจธุระ เราปั่นเข้าเมืองเกิ้กเจเบ ตาก็คอยมองหาจุดกางเต้นท์ แต่พอเรามาถึงวงเวียนเห็นนักปั่นจักรยานอีกฝั่งหนึ่งของถนน ธรรมดาเราจะโบกมือให้กันแล้วต่างคนต่างปั่นไปตามทางตัวเอง เผอิญเราจอดดูแผนที่ เขาเลยเลี้ยวมาหาเราและเริ่มคุย ๆ ๆ เป็นภาษาตุรกี ไม่สามารถเข้าใจซึ่งกันและกันได้ น่าเสียดาย เพราะเขาก็กำลังปั่นเที่ยวอยู่ เราต้องตัดบทสนทนา เพราะเขาไม่ยอมเลิกคุยอีกอย่างคือมันเริ่มเย็นและเราต้องรีบหาที่พักก่อนมืดด้วย เลยต้องขอโทษและปั่นไปข้างหน้า โดยที่ไม่รู้ว่าจะมีที่พักหรือไม่ แต่โชคยังเข้าข้างเราอยู่ เราเห็นปั้มน้ำมันข้างหน้าดูแล้วใหญ่พอสมควรและมีเนื้อที่ ไม่ให้กางก็จะแอบกางล่ะ 😉 เราก็เลียบ ๆ เคียง ๆ คุยโน่นคุยนี่ เขาบอกว่า เอาเลย ชาฟรี ห้องน้ำฟรี อาบน้ำฟรี มี wifi โจคิมเลยต่อแล้วกางเต้นท์ฟรีมั้ย คำตอบคือ ตามสบายเลย สุดยอด แต่เราก็รักษามารยาทโดยการนั่งคุยกับเขาก่อน ดื่มชากัน เวลาสักประมาณทุ่ม เขาหันมาถามเราว่าชอบอาหารตุรกีมั้ย มื้อเย็นนี้อยากกินอะไร เราชอบทุกอย่าง เขาก็บอกว่า โอเค เดี๋ยวรอสักพัก คนของเขาจะไปทำอาหารมาให้พนักงานกินกันและจะทำเผื่อเราด้วย หา…ทุกอย่างฟรีแล้วยังมีอาหารให้อีก ปั้มนี้ให้ไปเลย 5 ดาว

คนทางซ้ายมือเป็นลูกของเจ้าของปั้ม (มารู้ทีหลัง) ส่วนคนตรงกลางเป็นคนไปนำอาหารมาให้พวกเรากินกันตอนค่ำ ส่วนคนทางขวา ;-)

คนทางซ้ายมือเป็นลูกของเจ้าของปั้ม (มารู้ทีหลัง) ส่วนคนตรงกลางเป็นคนไปนำอาหารมาให้พวกเรากินกันตอนค่ำ ส่วนคนทางขวา 😉

จุดกางเต้นท์ระดับ 5 ดาว

จุดกางเต้นท์ระดับ 5 ดาว

หลังจากที่เราอาบน้ำ กางเต้นท์เรียบร้อยก็ออกมานั่งใกล้ ๆ ร้านขายของเพราะมีเน๊ต นั่งได้สักพักก็มีรถคันหนึ่งเข้ามาจอด และคนที่เดินออกมาก็คือวอลคั่นและเพื่อนของเขาฮัสสันที่เราเคยเจอเขาที่บ้าน พวกเขากำลังเดินทางไปนอนที่บ้านของฮัสสันที่อีกเมืองหนึ่ง วอลคั่นเดาเอาว่าเราน่าจะอยู่แถวนั้นและเลยแวะดูตามปั้มด้วยมั้ง ลืมถามว่าแวะมากี่ปั้มก่อนที่จะเจอเรา ได้เจอวอลคั่นเป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์มากและดีใจที่ได้เจอพวกเขาอีกครั้งหลังจากที่ลากันเมื่อตอนบ่าย ลากันอีกครั้งหนึ่ง เรานั่งเขียนอัพเดทบล๊อค แต่ไม่ค่อยได้เขียนมากเพราะพวกเขาอยากคุยด้วย เราก็คิดว่าคุยกับพวกเขาดีกว่าเพราะเขียนบล๊อคทำเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อมีเวลา แต่พวกเขาอยู่ ณ ตอนนี้ ควรจะให้เวลากับเขามากกว่า

อีกสักพักมาสมทบอีกสองคน

อีกสักพักมาสมทบอีกสองคน

แล้วสักพักหนึ่งอาหารถาดใหญ่ก็มาวางอยู่ข้างหน้าพวกเรา ไม่มีช้อนส้อม ลงมือกันเลย สนุกดี ในภาพเห็นว่ามีผ้าพันคอ ผืนนั้นคือที่แม่วอลคั่นถักให้ ได้ใช้คืนนั้นเลย

ลงไม้ลงมือกันเลยค่ะ

ลงไม้ลงมือกันเลยค่ะ

ตุรกี => จากเมืองสู่ขุนเขา เรียบไปตามเขื่อนของ Vezirköprü

Gökcebey – Safranbolu – Araç – Taşköprü – Boyabat สุดที่ Vezirköprü

ก่อนออกจากปั้มห้าดาว โจคิมเปลี่ยนโซ่ ประมาณทุก ๆ 800 กม.จะเปลี่ยนครั้งหนึ่ง แล้วแต่เวลาและสถานที่ เราหาซื้อแผนที่ที่มีรายละเอียดเส้นทางเล็ก ๆ ของตุรกีไม่ได้เลย เลยต้องปั่นไปบนทางหลวง ซึ่งบางครั้งค่อนข้างน่าเบื่อ ตรง ๆ ๆ ๆ เสียส่วนใหญ่ แต่ยังดีตรงที่ไม่ค่อยมีรถมากนัก พอใกล้ ๆ จะถึงทางแยกไปอีกเมืองหนึ่งก็นึกขึ้นได้ว่าคุณสว่างและเพื่อนที่ซอนกูลดัคเคยบอกว่าที่เมืองซัฟรันโบลูเป็นเมืองท่องเที่ยวและทางยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 1994 เลยรู้สึกว่าต้องแวะเสียหน่อย

คนนี้อัธยาศัยดีมากเป็นคนชวนเราให้พักผ่อนที่ปั้มเขา

คนนี้อัธยาศัยดีมากเป็นคนชวนเราให้พักผ่อนที่ปั้มเขา

เมืองคาราพรึ

เมืองคาราพรึ

อุโมงค์

อุโมงค์

ถ้าไม่ปั่นเลียบทะเลดำก็ต้องลอดเข้าอุโมงค์ จากเมืองนี้ (คาราพรึ) ไปซัฟรันโบลูมีอุโมงค์ตั้ง 15 อู่ สั้นบ้างยาวบ้าง เปิดไฟตลอด ปั่นลอดอุโมงค์น่าหวาดเสียวตรงที่เสียงก้องไปทั่ว โดยเฉพาะถ้ารถบรรทุกเหมือนปั่นจักรยานอยู่ใต้ท้องเครื่องบินเลย

จุดหนึ่งในเมืองเก่าของซัฟรันโบลู

จุดหนึ่งในเมืองเก่าของซัฟรันโบลู

บางครั้งรู้สึกว่าเวลาเราปั่นบนทางหลวงจะหาของกินยาก มีเห็นป้ายร้านอาหารแต่ต้องเลี้ยวเข้าไปในซอยอีกตั้ง 1 กม. คิดแล้วคิดอีก ไม่เอาดีกว่า ไปหาเอาดาบหน้า 😉 แล้วก็มาเจอร้านหนึ่งเหมือนร้านข้าวแกงบ้านเราเลย คือเดินไปที่ตู้แล้วชี้ ๆ เอาว่าจะเอาอะไร อยากจะชี้ไปทุกถาดเลยเพราะดูน่ากินไปหมด ชอบเข้าร้านที่มีคนท้องถิ่นเขาเข้าไปกินกัน แต่จะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวประหลาด ทั้งหน้าตาและการแต่งกายแถมมอมแมมจากเหงื่อไคล พวกเขาจะคิดว่าเวชเป็นคนญี่ปุ่นมั่งจีนมั่ง (พูดถึงก็ใช่อยู่ อิอิ) ถ้าเขาสนใจก็จะพยายามอธิบายชีวประวัติย่อ ๆ ให้ฟัง 🙂

ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหาในการแวะปั้ม แต่มีปัญหานิดหนึ่งตรงที่ปั้มที่ตุรกีนี่บางทีเขามีอินเตอร์เนตแต่ล๊อคไว้ต้องถามรหัส หรือบางทีหัวหน้าไม่อยู่ลูกน้องไม่รู้รหัส อย่างที่เคยเล่าให้ฟังว่าที่ตุรกีอากาศเริ่มร้อน ช่วงกลางวันสักบ่ายโมงร้อนมาก ยิ่งถ้าลมไม่มีแถมปั่นขึ้นเขาอีก 2-3 วันนี้ลมก็พัดผิดทิศไปเยอะ เฮ้อ… เสร็จเลย มันทำให้เราหมดแรงและเหนื่อยง่ายกว่าปกติ เลยโด๊ปด้วยเป็บซี่และโค้กเสียส่วนใหญ่ ไม่ได้ซื้อเป็นกระป๋องแต่ซื้อเป็นลิตรเลยกินให้หายกระหายไปเลย มีวันหนึ่งเราแวะในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เด็ก ๆ วิ่งมาสวัสดีด้วย ฮัลโหล ๆ ๆ มาแต่ไกล my name is … what is your name? นึกถึงเด็กไทยบ้านเรา 😉 มีหลายคนอยากจะถ่ายรูปกับเรา

ร้านกาแฟข้างทาง ดูร่มรื่นดี นอนพักที่ม้านั่งยาวนั่นเลย

ร้านกาแฟข้างทาง ดูร่มรื่นดี นอนพักที่ม้านั่งยาวนั่นเลย

ส่วนใหญ่เวชจะปั่นอยู่ข้างหลัง หนึ่งเพราะเวชมีกระจกส่องหลัง สองหลบลม เหตุผลที่สองนี่น่าจะเป็นอันแรก 😉 แต่ก็มีบางครั้งที่เวชปั่นนำหน้าขึ้นไปกันลมให้โจคิมนะ เหมือนเราผลัดกันเหนื่อยอ่อนแรง เมื่อวันก่อนเป็นโจคิมที่หมดแรง แต่เมื่อวานเป็นเวช หมดตั้งแต่ตอน 80 กม.แล้ว พักที่ไหนก็ได้จริง ๆ แต่ขอให้ได้ล้างเนื้อล้างตัวให้สะอาด ถ้าเราปั่นกันหลายวันติดต่อกัน รู้สึกสงสารก้นที่ต้องอุดอู้อยู่ในกางเกงจักรยาน และยังต้องนั่งบนอานเกือบ 5-6 ชม. พยายามยืนปั่นแล้วก็ช่วยได้บ้าง เดี๋ยวต้องหาหลาย ๆ วิธี มีวันหนึ่งเวชอยู่ข้างหลังเห็นว่าทำไมล้อหลังโจคิมมันดูแบน ๆ กำลังจะบอกโจคิมให้สูบลมตอนที่เราจะจอดพักครั้งต่อไป แต่เอ..มันแบนลง ๆ นะ ในที่สุดยางแบนอีกแล้วค้าบ อิอิ โจคิมยางแบนเป็นรอบที่ 3 แล้ว 3-0 เพราะล้อเวชยังดีอยู่ (จุ๊ๆๆ อย่าพูดเสียงดังไป) ซ่อมกำลังจะเสร็จฝนหยดแปะ ๆ แปะเย็น ๆ ด้วยขนลุก สักประเดี๋ยวเทลงมาเฉยเลย คงมาช่วยให้เรารีบ ๆ ไปอย่าชักช้า 😉

อิอิ หาจุดรั่วเจอแล้ว

อิอิ หาจุดรั่วเจอแล้ว

นี่ขนาดเลี่ยงที่จะไม่ปั่นไปทางเขาชันเลียบทะเลดำ แต่ตุรกีเป็นประเทศที่คงมีขุนเขาเยอะอีกประเทศหนึ่งมั้ง เราปั่นไปบนถนนเกือบจะเป็นเส้นขนานกับถนนเลียบทะเลดำ ซึ่งชันน้อยกว่า แต่ก็ยังทำให้เราทำเวลาและระยะทางได้ไม่ดีนัก ถ้าดูจากแผนที่มีความรู้สึกเหมือนเราไม่เคลื่อนที่ไปไหนเลย ไปทีละนิด เริ่มคิดกันแล้วว่าโครงการนี้จะรอดมั้ยเนี่ยถ้าคืบคลานกันไปทีละนิดอย่างนี้ สงสัยว่าคงจะปั่นช้าเกิน คือตอนปั่นขึ้นเขามีแมลงอะไรก็ไม่รู้อาจจะเป็นผึ้งตัวเล็ก ๆ ดันบินเข้าทางแขนเสื้อแล้วก็ปล่อยพิษมั้ง เจ็บแบบปั่นต่อไม่ได้ต้องหยุด เห็นว่าจราจรไม่เยอะเลยถอดเสื้อตัวข้างนอกเหลือแต่เสื้อชั้นในสปอร์ต ดีนะที่เอายาหม่องของแม่มาด้วย ให้โจคิมละเลงเลย เขียน ๆ อยู่ยังรู้สึกคันยิก ๆ เลย

กำลังยืนสมาธิพยายามไม่เกาตรงที่ถูกแมลงมาตอม รอให้ยาหม่องออกฤทธิ์

กำลังยืนสมาธิพยายามไม่เกาตรงที่ถูกแมลงมาตอม รอให้ยาหม่องออกฤทธิ์

ปั่นจนถึงยอดสูง 1230 ม. สูงที่สุดตั้งแต่ออกจากสวีเดน นึกว่าจะลงอย่างเดียวละ แต่...ฝันไปเต๊อะ :-p เมฆดูประหลาดดีนะเหมือนมีใครไปทิ้งอะตอมบอมบ์ตรงนั้นเลย

ปั่นจนถึงยอดสูง 1230 ม. สูงที่สุดตั้งแต่ออกจากสวีเดน นึกว่าจะลงอย่างเดียวละ แต่…ฝันไปเต๊อะ :-p เมฆดูประหลาดดีนะเหมือนมีใครไปทิ้งอะตอมบอมบ์ตรงนั้นเลย

ทางลงก็ยังพอมีบ้าง เวลาปั่นขึ้นนี่ยาวแต่ลงนี่มันช่างสั้นเหลือเกิน

ทางลงก็ยังพอมีบ้าง เวลาปั่นขึ้นนี่ยาวแต่ลงนี่มันช่างสั้นเหลือเกิน

วิวระหว่างทางช่วงนี้ทำให้นึกถึงตอนที่ไปปั่นที่ประเทศทาจิกิสถาน พื้นที่เป็นภูเขาเสียส่วนใหญ่และรูปร่างหน้าตาบางจุดมีต้นไม้เล็ก ๆ เตี้ย ๆ บางที่เป็นภูเขาทราย ครั้งหนึ่งที่ใกล้ ๆ อิสตันบูลตอนที่จักรยานของเวชมีปัญหาแล้วเราเจอกับเดนิซ เขาบอกว่าเราควรจะไปชิมกระเทียมที่อร่อยที่สุดในตุรกีที่เมืองทัชคือพรึ (Taşköprü) แล้วเย็นวันนั้นก่อนที่เราจะเข้าเมือง เราแวะเข้าไปถามปั้มแห่งหนึ่งถามเขาเรื่องกางเต้นท์โดยใช้กูเกิ้ลช่วยแปล เขาชี้ไปอีกฝากถนนหนึ่ง โจคิมเดินไปดู เห็นมีแต่โลงศพวางเรียงรายอยู่ เลยเดินกลับมาถามเขาว่าตรงนั้นเป็นสุสานหรือเปล่า? เขาตอบว่า “ยังไม่ได้ฝัง” จ้าก..อะไร กลับไปที่กูเกิ้ลอีกครั้งหนึ่ง ถามกลับไปว่า “โลงศพ?” หมอนั่นก็พยักหน้า “ศพ?” เอ้า..ไม่เข้าใจ เขียนใหม่ “ศพคนตาย?” คราวนี้หัวเราะเสียงดังเลยแล้วเขาก็เขียนในไอโฟนของโจคิมว่ามันเป็นโลงศพใหม่ เพราะตรงนั้นเป็นโรงงานทำโลงศพ เฮ้อ..กว่าจะคุยกันรู้เรื่อง แต่จะให้ไปนอนตรงนั้น ถ้ากลางคืนอยากเข้าห้องน้ำออกมาเจอโลงศพคงได้ใช้ช๊อคตายแล้วใช้โลงนั่นเลยมั้ง ไม่เอาดีกว่า เลยอ้างกับเขาว่าเราจะปั่นเข้าเมือง ปั่นออกมาได้สัก 4-5 กม.เห็นมีที่หนึ่งที่น่าจะกางเต้นท์ได้ก็จอดเลย รีบทำอาหาร เอ่อ…ลืมไปเกลือหมด ต้มสปาเกตตี้แบบจืด ๆ ก็ยังดีกว่านอนหิวเนอะ

เช้ามาเราปั่นเข้าเมือง แต่หากระเทียมไม่เจอ ปรากฎว่ายังไม่ถึงน่าเก็บเกี่ยวต้องมาเดือนกันยายน เขาจะจัดเทศกาลใหญ่โตเลย ดูน่าสนุก “เทศกาลกระเทียม” เห็นเขาว่าเป็นกระเทียมที่ส่งไปทั่วตุรกีด้วยนะ ช่วงที่ปั่นเข้าเมืองก็ได้กลิ่นจากทุ่งกระเทียมแล้ว ดูจากแผนที่เห็นว่าใกล้ ๆ นี่เองมีสถานที่สำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งเราไม่สามารถหาข้อมูลได้เพราะไม่มีอินเตอร์เนต เลยถามจากคนแถวนั้นเขาว่าดีให้ไปดู แค่ 1 กม.โอเค ชาวบ้านชี้ให้ปั่นขึ้นเขาไป กิโลเขาหรือ??? ไหน ๆ ตั้งใจจะมาแล้ว ขึ้นก็ขึ้น ไปถึงยอดแล้วนะ ทำไมไม่เห็นมีอะไรเลย คนเลี้ยงแกะมาบอกอีกว่าให้ปั่นอ้อมไปทางโน้นอีกหน่อย เอ้า..อ้อมไปอีกหน่อย ก็เห็นเขาทำรั้วปิดแถมปิดข้างในที่คิดว่าเขามาขุดเจอของโบราณกัน ขึ้นมาดูให้เห็นกับตาก็ยังดี

Pompeipolois ที่เมืองทัชคือพรึ

Pompeipolois ที่เมืองทัชคือพรึ

วนดูพอแล้วก็ปั่นลงมา สวนกับหนุ่มตุรกี เขาทำสัญญาณบอกให้เราหยุด ตอนแรกก็คิดว่าจะเก็บค่าเข้าหรือ? แต่ปรากฎว่าเขาเป็นพนักงานคนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ โชคดีของเรา เพราะเขาจะเปิดโกดังให้เข้าไปดูว่าเขาขุดได้อะไรขึ้นมาบ้าง แล้วก็นั่งคุยกันผ่านกูเกิ้ล 😉 อีกแล้ว 😉 เขาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับโครงการ หาแผ่นพับ โฆษณาของเมืองนี้และเขตนี้ให้ดู แถมยังชวนให้พักที่บ้าน ไม่รู้ว่าบ้านเขาหรือของโครงการ เสียดายตอนนั้นแค่เที่ยงเองเพิ่งจะเริ่มปั่น แถวนั้นเป็นเขามีทุ่งหญ้ากว้างขวาง มีคนเลี้ยงวัวเดินผ่านห้องทำงานของเขา เขาก็ชวนให้กินชา เลยคิดว่าเขาไม่ใช่แค่อัธยาศัยดีกับคนแปลกหน้าเท่านั้นแต่กับคนท้องถิ่นเขาก็ชวนกันดื่มชาด้วย เหมือนบ้านเราสมัยก่อนที่เรียกกันเข้ามากินน้ำเย็น ๆ ก่อนเนอะ สมัยนี้จะมีหรือเปล่าน้อ

ด้านในพิพิธภัณฑ์

ด้านในพิพิธภัณฑ์

เราเริ่มปั่นออกจากเมืองก็ขึ้นเขาทันที ระยะทางช่วงนี้แต่ละเมืองอยู่กันค่อนข้างไกลกัน เส้นทางน่าปั่นมากถ้าอากาศไม่ร้อนนัก ออกจากพิพิธภัณฑ์ค่อนข้างสาย แดดเริ่มร้อนลมเริ่มแรง ทำให้เรารู้สึกว่าหนทางทำไมมันช่างไกลเหลือเกิน มองดูไมล์วัดความเร็วมันไม่เร็วเหมือนชื่อเสียเลย

ทางสวย

ทางสวย

นาข้าวที่เมืองโบยาบัท (Boyabat)

นาข้าวที่เมืองโบยาบัท (Boyabat)

เมืองเวซีลคือพรึ (Vezirköprü) ออกเสียงยากจริง ๆ เวลาถามทางต้องนึกถึงตัวอักษรพวกนี้ แต่ยังง่ายกว่าที่บัลแกเรียนะ เพราะที่นั่นใช้ตัวอักษรภาษารัสเซียที่ไม่ได้อ่านออกเสียงเหมือนภาษาละติน เมื่อวานกว่าจะถึงเริ่มค่ำ เส้นทางนี้สวยมากปั่นเรียบเขื่อนที่ใหญ่มากลองเข้าไปดูใน Daily map นะค่ะ จะเห็นแผนที่ บางครั้งรู้สึกเหมือนปั่นอยู่ที่ฝรั่งเศสอยู่ช่วงหนึ่งเลย ทั้งอากาศและวิว

เขื่อนที่ใหญ่มาก

เขื่อนที่ใหญ่มาก

ตุรกี => จาก Vezirköprü (เวซีลคือพรึ) ไป Havza (ฮัฟซา)

ตอนอยู่ที่ซอนกูลดัค เราได้ดูบอลกับวอลคั่นและอืซเลม ก็เลยรู้เรื่องบอลนิดหน่อย พอพูดถึงชื่อทีมของตุรกี ดูเขาจะชอบใจ รู้นิด ๆ หน่อย ๆ พอมีอะไรคุยกันได้ เราผลัดกันไปห้องน้ำทีละคน เพื่ออยู่คุยกับเขา ครั้งนี้ไม่ลืมที่จะถามชื่อ Sabri = สา บริ เป็นชื่อเขา น่ารักมาก เติมชาให้ดื่มตลอด พอเราอาบน้ำเสร็จ นั่งคุยกันสักพัก เขาก็ชวนเรากินขนมปังและสลัดกับเขา เขาคงไม่ได้เตรียมมาเผื่อแต่ก็ยังอุตส่าห์ชวนเรา เมื่อคืนเป็นคืนแรกที่เรากางแต่เต้นท์ส่วนใน ส่วนนอกที่ทำหน้าที่กันฝนไม่ได้เอาออกมากาง เพราะฝนไม่ตกแน่นอน แต่เย็นนิดหน่อยกำลังสบาย
SONY DSC

เมื่อวานเราหยุดพักหนึ่งวันที่เมืองเวซีลคือพรึ เพราะปั่นกันมา 6 วันติดกันแล้วเริ่มล้านิดหน่อย เราออกไปเดินเล่นในเมือง ไปที่สวนมีคนนั่งคุยกันตามม้านั่ง พอเขาเห็นเราเอากล้องออกมาถ่ายรูป เขาก็ชี้โบ้ชี้เบ้ไปอีกทางหนึ่งและบอกเป็นภาษาเตอกิชว่าตรงนั้นสวย อะไรประมาณนั้น คุณเวชบางครั้งกลายเป็นหมอเดา พอเดินไปก็เห็นหอนาฬิกา สุเหร่า อืม..เราเดาเก่งเหมือนกัน หลังจากนั้นโจคิมแวะไปโกนหนวดด้วย ส่วนเราก็นั่งคุยกับคนที่อยู่ในร้าน ปนกันไปมั่วทั้งภาษาอังกฤษ เตอกิช 😉 เราคุยกันคนละภาษา งู ๆ ปลา ๆ ไป ก็ได้เจ้าสมุดโน๊ตเล่มน้อย ๆ ที่จดคำศัพท์ไม่กี่คำไว้ ช่วยได้บ้าง ทุกครั้งที่มีปัญหาเรื่องภาษาจะนึกถึงขนมปัง เอ๊ะ หรือหมากฝรั่งนะ ของโดราเอมอน ที่กินเข้าไปแล้วไม่ว่าจะเจอคนชาติไหนก็พูดภาษานั้นได้ จำกันได้มั้ยคะว่าอะไรกันแน่?

พจนานุกรมฉบับเฉพาะกิจ :)

พจนานุกรมฉบับเฉพาะกิจ 🙂

เด็กกับจักรยาน

เด็กกับจักรยาน

สวนสาธารณะที่เมืองเวซีลคือพรึ

สวนสาธารณะที่เมืองเวซีลคือพรึ

สุเหร่าในเมืองเวซีลคือพรึ

สุเหร่าในเมืองเวซีลคือพรึ

วิวจากหน้าต่างห้องพักที่เมืองเวซีลคือพรึ

วิวจากหน้าต่างห้องพักที่เมืองเวซีลคือพรึ

โจคิมโกนหนวด มีเสริฟชาด้วย

โจคิมโกนหนวด มีเสริฟชาด้วย

ตกเย็นเราออกไปนั่งกินอาหารที่ร้านที่อยู่ในสวนอีกแห่งหนึ่ง บรรยากาศดีมาก ถ้าเป็นที่เมืองไทย สงสัยคงจะขายเหล้าขายเบียร์กันเอิกเกริก แต่ที่นี่ไม่ค่อยเห็นใครนั่งดื่มเบียร์ตามที่สาธารณะเลย เพิ่งสังเกตุว่าเวลาโจคิมไปซื้อเบียร์ที่ร้านเขาจะใส่ถุงสีมืด ๆ ที่ไม่สามารถมองเห็นว่าข้างในเป็นอะไร เราสั่งอาหารและสั่งโค้กหรือน้ำแทน ส่วนเบียร์ไปซื้อที่ร้านฝั่งตรงข้ามแล้วเอาไปกินที่ห้อง คนตุรกีน้อยคนที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ โดยเฉพาะเวลาเรามาตามเมืองเล็ก ๆ คืนนี้โชคดีได้เจอแก้งส์พยาบาล เพิ่งเลิกงานและมาสังสรรค์รอเพื่อนกันที่ร้านนี้ มีคนหนึ่งที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องหน่อย ช่วยเราได้เยอะทีเดียว ส่วนใหญ่เขาไม่มีเมนูให้ดู คือเราอยากดูจะได้เลือกอาหารที่คิดว่าอร่อยและถูกหน่อย ใบเสร็จก็ไม่ค่อยได้ ที่อยากได้ใบเสร็จก็เพราะว่าเราจดบันทึกค่าใช้จ่ายประจำวันเพื่อดูว่าประเทศไหนใช้จ่ายไปเท่าไหร่ และอาจเป็นข้อมูลเผื่อนักปั่นคนอื่น ๆ ที่อยากจะมาปั่นในประเทศที่เราปั่นผ่าน ๆ มา จะได้รู้ว่าพักโรงแรมราคาประมาณเท่าไหร่ ณ เวลานี้

สาว ๆ พยาบาลมาสังสรรค์หลังเลิกงานคืนวันศุกร์

สาว ๆ พยาบาลมาสังสรรค์หลังเลิกงานคืนวันศุกร์

เช้านี้เราออกกันสายหน่อยจากเมืองเวซีลคือพรึ เช๊คเอาท์กันเลทหน่อย แพ๊คกระเป๋าเตรียมของเสร็จบ่ายโมงพอดี เลยไปหาอะไรกินกันก่อน กลายเป็นตัวประหลาดอีกแล้ว คนแห่เข้ามาดูเราดูจักรยาน มาทักว่าเราเป็นคนจีนอีกละ แต่เราไม่ยอม ฉันเป็นคนไทยย่ะ แล้วแม่ครัวก็หันมาด้วยความตะลึง เพราะลูกพี่ลูกน้องของเขาแต่งงานกับคนไทย เขาเลยมาขอถ่ายรูปกับเรา กินเสร็จเรียบร้อยก็ได้ฤกษ์ออกเดินทาง วันนี้ตั้งใจปั่นกันสั้น ๆ 30 กม.เพื่อย่นระยะทางที่จะไปอีกเมืองหนึ่งให้สั้นลง คือเมืองซัมซุน เส้นทางที่จะไปเมืองนี้มันค่อนข้างชันและยาวหลายกม.อยู่ พรุ่งนี้คงหนักหน่อยรวมแล้ว 84 กม. แต่หวังว่าไม่น่าเกินกำลัง 😉 30 กม.ที่ปั่นมาวันนี้ก็ไต่ขึ้นมาถึงระดับความสูงที่ 860 เมตรจากระดับน้ำทะเล พรุ่งนี้จะสูงกว่านี้

แม่ครัวคนนี้แหละที่มาขอถ่ายรูปกับเราและที่มีลูกพี่ลูกน้องแต่งงานกับคนไทย ท่าทางคืนนี้คงจะเม้าท์กันเรื่องเราแน่ ;-)

แม่ครัวคนนี้แหละที่มาขอถ่ายรูปกับเราและที่มีลูกพี่ลูกน้องแต่งงานกับคนไทย ท่าทางคืนนี้คงจะเม้าท์กันเรื่องเราแน่ 😉

ปั่นออกมาได้ประมาณ 10 กม. ฝนทำท่าจะตกฟ้าร้องครืน ๆ แล้วฝนก็ตามมาหยดแปะ ๆ ความที่อยากจะเอาแจ๊กเกตกันฝนขึ้นมาให้ทันก่อนที่จะตกหนักไปกว่านี้ เราเลยจอดโดยไม่ได้สังเกตเห็นว่ามีคนอยู่แถวนั้น เพราะตลอด 10 กม.นี้ไม่ค่อยมีบ้านคน ยังไม่ทันได้หยิบเสื้อออกมาก็ได้ยินเสียงคนตะโกนมาจากอีกฝั่งหนึ่ง “ฮังโหล ชัย ๆ (ชา ชา)” ครั้งนี้เราต้องตอบปฏิเสธเพราะหนึ่งเราออกสายแล้ว สองฝนทำท่าจะตก จะปฏิเสธอย่างไรดี เขาอุตส่าห์เดินข้ามถนนมาหาเรา เราก็หาข้ออ้างว่าเราอิ่มแล้วบ้าง ไม่มีเวลาแล้วบ้าง ต้องขอโทษเขาที่ต้องรีบไป บางครั้งถ้าเราจอดทุกครั้งที่มีคนอยากจะเลี้ยงชาเรา เราคงไปไม่ถึงไหน เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนเลี้ยงวัว เรียกให้หยุดพัก คนนี้เรียกให้กินข้าวเลยแหละ ช่างใจดีอะไรอย่างนี้ คิดว่าเราใช้เวลาประมาณเกือบ 15 นาทีเพื่อปฏิเสธคำเชิญ ดูแกจะพยายามรั้งให้ดื่มชาให้ได้ หลุดจากคุณลุงมาได้ 500 เมตรมั้ง ฝนก็เริ่มตก และหนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่มองไปอีกฝากหนึ่งเห็นเฆมดำปี๋และดูจะตกหนักกว่าทางเราเสียอีก ดีที่ไม่ใช่เส้นทางของเรา

ในที่สุดเราก็มาถึงเมืองที่เราตั้งใจ 30 กม.นี้ ใช้เวลาเกือบ 3 ชม. อย่างว่าเราไต่เขาขึ้นมานี่เนอะ เห็นความเร็วเฉลี่ยแล้วรู้สึกหดหู่ อาจจะเป็นเพราะมีแต่เขาหรือเปล่าไม่รู้เนอะ ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยกว่าปกติ และความรู้สึกที่ว่าเราไม่ได้ขยับไปไหนไกลเลยเมื่อมองในแผนที่